‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ สิ่งใหม่ของไทย

‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ สิ่งใหม่ของไทย

“วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิมชื่อว่า “วัดโพธาราม” เป็นวัดโบราณเก่าแก่ที่ราษฎรสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แม้ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นหลังจากปี พ.ศ.๒๒๓๑ ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาต่อกับรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดราษฎร์ขนาดเล็กอยู่ในเขตตำบลบางกอก ปากน้ำเจ้าพระยา เมืองธนบุรี ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดโพธิ์” มาจนทุกวันนี้

มาในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนาเมืองธนบุรีเป็นนครหลวง ได้ทรงกำหนดเขตเมืองหลวงทั้งสองฝั่ง มีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในเขตกลางเมืองหลวง วัดโพธารามตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาจึงอยู่ในเขตพระมหานคร และได้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง มีพระราชาคณะปกครองตั้งแต่นั้นมา 
คณะปกครองตั้งแต่นั้นมา


Image 
จารึกวัดโพธิ์ติดอยู่บนเสาพระระเบียงชั้นในรอบๆ พระอุโบสถ 

จนกระทั่งในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ องค์ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ขึ้นเสวยราชสมบัติ และได้ย้ายเมืองหลวงมายังฝั่งพระนคร มีการสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ จึงทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธารามที่อยู่ในบริเวณเดียวกันไปด้วย โดยได้รวบรวมช่างฝีมือเยี่ยมมาร่วมสร้างจนวิจิตรงดงามบริบูรณ์ด้วยศิลปะอันประณีตทั้งสิ้น และภายหลังวัดแห่งนี้ก็ได้ถือว่าเป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ ๑ 

ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ครั้งใหญ่อีกครั้ง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมเลือกสรรตำรับตำราต่างๆ ชึ่งสมควรจะเล่าเรียนเป็นชั้นสามัญศึกษามาตรวจตราแก้ไข โดยใช้ของเดิมบ้าง หรือประชุมปราชญ์ผู้รู้หลักในวิชานั้นๆ ให้แต่งขึ้นใหม่บ้าง


Image 
จารึกเกี่ยวกับจุดต่างๆ บนร่างกายมนุษย์ 


ในส่วนของ “จารึกวัดโพธิ์” นั้น ได้เริ่มมีขึ้นในช่วงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่อีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการบูรณะในครั้งนั้น พระองค์ได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระอารามแห่งนี้เป็น“มหาวิทยาลัย” สำหรับประชาชนทั่วไป พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเอาองค์ความรู้จากปราชญ์ของไทยและสรรพศิลปวิทยาการต่างๆ เช่น ตำราการแพทย์ โบราณคดี และวรรณกรรม โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนทั้งหลาย ฯลฯ มาจารึกลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวน ๑,๓๖๐ แผ่น ประดับไว้ตามบริเวณผนัง-เสาพระระเบียงรอบพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคด และศาลารายรอบพระมณฑปภายในวัด 

ดังที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในคำนำหนังสือ ‘ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน’ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ พ.ศ.๒๔๖๒ ว่า “.....ในการที่ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ มีพระราชประสงค์พิเศษอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะให้เป็นแหล่งเล่าเรียนวิชาความรู้ของมหาชนไม่เลือกชั้นบรรดาศักดิ์ ถ้าจะเรียกอย่างทุกวันนี้ ก็คือจะให้เป็นมหาวิทยาลัย เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีการพิมพ์หนังสือไทย การเล่าเรียนส่วนสามัญศึกษาที่มี เรียนอยู่ตามวัดทั่วไป แต่ส่วนวิสามัญศึกษาอันจะเป็นวิชาอาชีพของคนทั้งหลายยังศึกษาได้แต่ในสกุล ผู้อยู่นอกสกุลโดยเฉพาะที่เป็นพลเมืองสามัญไม่มีโอกาสที่จะเรียนได้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมเลือกสรรตำรับตำราต่างๆ ซึ่งสมควรจะ เล่าเรียนเป็นชั้นสามัญศึกษามาตรวจตราแก้ไข ใช้ของเดิมบ้าง หรือประชุมผู้รู้หลักในวิชานั้นๆ โดยมาก เพื่อคนทั้งหลายไม่เลือกว่าตระกูลชั้นใดๆ ใครมีใจรักวิชาอย่างใด ก็ให้สามารถเล่าเรียนได้จากศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนฯ จึงมีหลายอย่าง ทั้งเป็นความรู้ส่วนวรรณคดี โบราณคดี และ ศัสตราคมต่างๆ เป็นอันมาก และได้เป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษา.....”


Image 
ดูภาพจิตรกรรมฝาผนังควบคู่กับการอ่านจารึก 

ศิลาจารึกทั้งหมดในวัดโพธิ์จาก หนังสือ ‘ประชุมจารึกพระเชตุพน’ (คณะสงฆ์วัดพระเชตุพนจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกสมโภชหิรัญบัฏและฉลองอายุวัฒนมงคล ๘๕ ปี พระธรรมปัญญาบดี พ.ศ.๒๕๔๔) เมื่อแบ่งประเภทออกแล้วก็นับได้หลายหมวดด้วยกัน ดังนี้ 

หมวดประวัติ ได้แก่ จารึกเรื่องทรงสร้างวัดพระเชตุพน ครั้งรัชกาลที่ ๑, จารึกครั้งรัชกาลที่ ๑ จดหมายเหตุเรื่องว่าด้วยพระบรมธาตุมาแต่เมืองน่าน, การปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนถอดจากโคลงดั้นฯ, พระพุทธเทวปฏิมากร, พระพุทธโลกนาถ, พระพุทธมารวิชัย, พระพุทธชินราช, พระพุทธชินศรี, พระพุทธปาลิไลย, พระพุทธศาสดา, พระพุทธไสยาสน์, รายการแบ่งด้าน ปฏิสังขรณ์ถอดจากโคลงดั้นฯ, โคลงดั้นเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน (พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส) และโคลงบอกด้านการปฏิสังขรณ์


Image 
แผ่นจารึกรูปร่างสวยงามพบเห็นได้ทั่วไปในวัดโพธิ์



หมวดพระพุทธศาสนา ได้แก่ จารึกเรื่องพระสาวกเอตทัคคะ ๔๑ องค์ ติดไว้ที่เชิงผนังหน้าต่างระหว่างพระอุโบสถ เนื้อหาอธิบายถึงประวัติของพระเถระแต่ละรูป เหตุที่ออกบวช และคุณสมบัติพิเศษที่ได้รับการยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะของพระเถระแต่ละองค์ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอัญญาโกณฑัญญะ ฯลฯ, จารึกเรื่องพระสาวิกาเอตทัคคะ ๑๓ องค์ ที่อยู่เชิงผนังหน้าต่างพระวิหารพระพุทธไสยาสน์, จารึกเรื่องอุบาสกเอตทัคคะ ๑๐ คน, จารึกเรื่องอุบาสิกาเอตทัคคะ ๑๐ คน, จารึกเรื่องอสุภ ๑๐ และญาณ ๑๐, จารึกเรื่องฎีกาพาหุง ๘ บท, จารึกเรื่องพระพุทธบาท, จารึกเรื่องธุดงค์ ๑๓, จารึกเรื่องพาหิรนิทาน, จารึกเรื่องอรรถกถาชาดก, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๑, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๒, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๓, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๔, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๑๐, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๑๒, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๑๓, จารึกเรื่องศาลารายหลังที่ ๑๖, จารึกเรื่องศาลาการเปรียญ, จารึกเรื่องเวสสันดรชาดก, จารึกเรื่องมหาวงษ์, จารึกเรื่องนิรยกถา และจารึกเรื่องเปรตกถา 

หมวดวรรณคดี ได้แก่ จารึกเรื่องรามเกียรติ์, จารึกนิทานสิบสองเหลี่ยม ที่จารึกไว้ที่คอสอง เฉลียงศาลาล้อมพระมณฑปทิศตะวันตก (ปัจจุบันศาลาแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บของมีค่าของวัด), จารึกตำราฉันท์วรรณพฤติ, จารึกตำราฉันท์มาตราพฤติ, จารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร, จารึกโคลงกลบท ที่ติดอยู่ตามพระระเบียงของพระอุโบสถ และจารึกโคลงภาพเรื่องรามเกียรติ์ ที่เป็นแผ่นหินอ่อนอยู่รอบพระอุโบสถ


Image 
รูปสลักหินฤาษีดัดตน จากเดิม ๘๐ ท่า ปัจจุบันเหลืออยู่ ๒๔ ท่า


หมวดทำเนียบ ได้แก่ จารึกทำเนียบตราตำแหน่งสมณศักดิ์, จารึกทำเนียบหัวเมืองขึ้นของกรุงสยามและผู้ครองเมือง และจารึกโคลงภาพคนต่างภาษา จารึกอยู่ตามผนังเฉลียงสกัดศาลารายรอบวัด เพื่ออธิบายลักษณะ อุปนิสัย บ้านเมืองชาวต่างประเทศที่ชาวสยามคุ้นเคย 

หมวดประเพณี ได้แก่ จารึกเรื่องรามัญหุงข้าวทิพย์, จารึกเรื่องมหาสงกรานต์, จารึกเกี่ยวกับริ้วกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทางสถลมารค เป็นต้น หมวดสุภาษิต ได้แก่ จารึกฉันท์กฤษณาสอนน้อง อยู่ที่ผนังด้านในศาลาหน้าพระมหาเจดีย์หลังเหนือ, จารึกฉันท์พาลีสอนน้อง อยู่ที่ผนังด้านในศาลาหน้าพระมหาเจดีย์ทิศใต้, จารึกสุภาษิตพระร่วง, จารึกฉันท์อัษฎาพานร และจารึกโคลงโลกนิติ มีจำนวน ๔๒๐ บทด้วยกัน อยู่ที่ผนังด้านนอกศาลาทิศพระมณฑปหมวดอนามัย ได้แก่ จารึกโคลงภาพฤาษีดัดตน เป็นท่าดัดตนทั้ง ๘๐ ท่าที่จะแก้การปวดเมื่อยของอวัยวะต่างๆ และจารึกอาธิไท้โพธิบาทว์ เป็นต้น 

รวมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปั้นรูปสลักหินฤาษีดัดตน ในท่าต่างๆ จำนวนทั้งหมด ๘๐ ท่า สำหรับอธิบายประกอบตำรับตำรา


Image 
จารึกเกี่ยวกับโคลง กลอน ฉันท์ต่างๆ 

การบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ครั้งใหญ่ในครั้งนั้น ใช้เวลาไปถึง ๑๖ ปี ๗ เดือน จึงแล้วเสร็จ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้วัดโพธิ์ได้ชื่อว่าเป็น “มหาวิทยาลัย” เท่านั้น แต่ยังทำให้วัดโพธิ์ในตอนนั้นดูงดงามจนกวีเอกอย่าง “สุนทรภู่” ถึงกับเอ่ยชมออกมาเป็นบทกลอนว่า “...เห็นวัดโพธิ์โสภาสถาพร สง่างอนงามพริ้งทุกสิ่งอัน โอ้วัดโพธิ์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง ไม่โรยร้างรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์...” เรียกได้ว่าพระองค์ทรงพัฒนาวัดนี้ในทุกด้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยทีเดียว ซึ่งในรัชกาลต่อมาๆ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้โปรดให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญมาตลอดทุกรัชกาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 

จารึกทั้งหมดนี้จึงเป็นความรู้ด้านศาสนา วิชาการวรรณคดี โบราณคดี การแพทย์ ประวัติศาสตร์ และอีกหลายสาขา ซึ่งทรงมุ่งหวังให้ยั่งยืนและเผยแพร่ให้ประชาชนศึกษาได้อย่างเสรี เป็นแหล่งเล่าเรียนวิชาความรู้ของมหาชน โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีหนังสือ ไม่มีโรงเรียน การเล่าเรียนส่วนใหญ่จะมีสอนให้อยู่ตามวัดต่างๆ หรือตามบ้านผู้ดีมีสกุลเท่านั้น พระอารามแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เพิ่มเติมจากการเล่าเรียนวิชาสามัญศึกษาที่มีอยู่ตามวัดทั่วไป แม้ว่าเวลาจะผ่านไปกว่า ๑๗๘ ปี วัดโพธิ์ก็ยังคงเป็นแหล่งเรียนรู้สรรพวิทยา เห็นได้จากความรู้เกี่ยวกับโยคะศาสตร์และตำราการนวดแผนโบราณวัดโพธิ์ เป็นที่รู้จักแพร่หลายออกไปทั่วโลกในปัจจุบัน


Image 
จารึกโคลงกลอักษร “โคลงรวงผึ้ง” 

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ประเทศไทย โดยคุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ประธานคณะกรรมการฯ จึงได้เสนอต่อคณะกรรมการองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ องค์การยูเนสโก (UNESCO) จนกระทั่งมีมติรับรองให้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เป็นเอกสาร “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๒ ในส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลังจากที่คณะกรรมการแห่งชาติฯ ได้มีการเสนอต่อคณะกรรมการองค์การยูเนสโก ไปเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งได้มีการรับรองแล้วในที่ประชุมใหญ่องค์การยูเนสโก ประเทศออสเตรเลีย 

ทั้งนี้ องค์การยูเนสโกวิเคราะห์แล้วเห็นว่า จารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ไม่ได้ให้ผลกระทบต่อหลายประเทศในโลก แต่มีความสำคัญควรได้รับการขึ้นทะเบียนในระดับภูมิภาค เนื่องจากองค์ความรู้ในสรรพศิลปวิทยาการต่างๆ ของจารึกดังกล่าวมีความสำคัญระดับสากล และมีวิชาหลากหลายที่เป็นสากลด้วย โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์แผนโบราณ การบริหารกายเพื่อบำบัดโรค เช่น ตำราแพทย์ วิชาฤาษีดัดตน เป็นต้น


Image 
โคลงกลอักษร “กลโคลงพรหมภักตร์” 

คำว่า “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) คือ มรดกเอกสารที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (Documentary Heritage) ที่เกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมแห่งโลก แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของความคิด การค้นพบ และผลงานของสังคมมนุษย์ เป็นมรดกตกทอดจากสังคมในอดีตให้แก่สังคมปัจจุบัน ที่จะสืบสานส่งต่อให้แก่สังคมในอนาคต 

“มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) นี้จะแตกต่างจาก “มรดกโลก” (World Heritage) ที่เรารู้จักกันดี ตรงที่ “มรดกโลก” นั้นเป็นมรดกที่ประกอบไปด้วยแหล่ง (sites) หรือสถานที่ ทั้งที่เป็น ‘แหล่งธรรมชาติ’ หรือ ‘แหล่งทางวัฒนธรรม’ ที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้น เช่น อนุสรณ์สถาน เมือง ฯลฯ แต่ต้องเป็นแหล่งที่มีคุณค่าเป็นเอก เป็นสากล สมควรที่ทั่วโลกจะช่วยกันปกป้องรักษาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้จักชื่นชมสืบไป ทั้งนี้ องค์การยูเนสโกได้ประกาศอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกขึ้น โดยประเทศที่ร่วมเป็นภาคี ตกลงร่วมกันที่จะดำเนินการตามนัยของอนุสัญญา เพื่ออนุรักษ์และดำเนินการเกี่ยวกับมรดกโลก 


Image 
จารึกในพระวิหารพระพุทธไสยาส 


ประเทศไทยมี ‘แหล่งธรรมชาติ’ ที่ขึ้นทะเบียน “มรดกโลก” (World Heritage) แล้ว ๒ แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดอุทัยธานี-กาญจนบุรี-ตาก และผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสระบุรี-นครนายก-นครราชสีมา-ปราจีนบุรี-สระแก้ว และบุรีรัมย์ โดยเฉพาะด้านตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อกับผืนป่าบันทายฉมอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครองภูมิทัศน์ของราชอาณาจักรกัมพูชา 

ส่วน ‘แหล่งทางวัฒนธรรม’ มี ๓ แห่ง ได้แก่ มรดกโลกสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร จ.สุโขทัย, อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับเมืองบริวาร จ.พระนครศรีอยุธยา และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี


Image 
จารึกที่ติดอยู่ใต้ภาพวาดจิตรกรรมในวิหารพระพุทธไสยาส 

ส่วนมรดกความทรงจำแห่งโลกนั้นจะต้องเป็นมรดกทางเอกสาร หรือข้อมูลความรู้ที่บันทึกไว้ หรือประกาศถ่ายทอดออกมา แต่ทั้งมรดกความทรงจำแห่งโลกและมรดกโลกนั้นต่างก็เป็นงานขององค์การยูเนสโกเหมือนกัน โดยมรดกความทรงจำแห่งโลกชิ้นแรกของไทยคือ ‘ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑’ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญ ที่บันทึกและประกาศข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และนโยบายของรัฐโบราณให้สาธารณชนรับทราบ และมีผลต่อประวัติของโลกนอกพรมแดนวัฒนธรรมของไทย ทำให้เข้าใจความสำคัญของการปกครอง การค้าขาย การติดต่อแลกเปลี่ยนกับชาติต่างๆ ในช่วงเวลาของยุคสุโขทัย มีความสมบูรณ์ในตัวเอง นับเป็นเอกสารสาธารณะที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ ต่อมาก็คือ ‘จารึกวัดโพธิ์’ ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียน


Image 
พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร) เจ้าอาวาส


โดยได้มีการส่งมอบเอกสารการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก มายังคณะกรรมการแห่งชาติฯ ต่อมา ฯพณฯ นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ นายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการนำเอกสารนี้ถวายแด่ พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ และ พระราชเวที (สุรพล ชิตญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ อันตรงกับวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พร้อมกันนี้ทางวัดได้จัดงานรับเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก ควบคู่กันไปกับงานบำเพ็ญพระราชกุศลเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นผู้ที่โปรดเกล้าฯ ให้มีการจารึกองค์ความรู้จากปราชญ์ของไทย และสรรพวิทยาการต่างๆ ไว้โดยรอบพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาราย ในวัดโพธิ์แห่งนี้ 

สำหรับ ‘แผนงานของยูเนสโกว่าด้วยความทรงจำแห่งโลก’ (Memory of the World Program) นั้น เป็นแผนงานที่องค์การยูเนสโกกำหนดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๕ โดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสารนิเทศจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนจากทั่วโลก มาประชุมหารือร่วมกัน แผนงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และการเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของโลกที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกไว้ในรูปแบบใดๆ และไม่ว่าจะผลิตในประเทศใด ถือว่าเป็นแหล่งรวมความคิด ความรู้ ประสบการณ์ ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทั้งในด้านของวัฒนธรรม และความคิดริเริ่มของมนุษยชาติ


Image 
พระรูปหล่อสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส 
ณ พระตำหนักวาสุกรี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 

นอกจากโคลงกลอนต่างๆ แล้ว วัดโพธิ์ยังมีตำนานของกวีเอกชั้นเยี่ยมอยู่ ณ วัดแห่งนี้ด้วย นั่นก็คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวณฺณรํสี) “รัตนกวีแห่งวัดโพธิ์” ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ และเจ้าจอมมารดาจุ้ย (ท้าวทรงกันดาล) และทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับว่าเป็นพระบรมวงศ์ในราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช อันเป็นพระประมุขสูงสุดทางฝ่ายสงฆ์ 

สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรสนั้น ทรงเป็นอธิบดีสงฆ์หรือเจ้าอาวาสของวัดโพธิ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๖-๒๓๙๖ ในระหว่างนั้น พระองค์ได้ทรงนิพนธ์หนังสือต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งบทร้อยกรองและร้อยแก้ว ไม่ว่าจะเป็นโคลงดั้นเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ ลิลิตตะเลงพ่าย กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ปฐมสมโพธิกถา และอีกมากมายหลายเรื่องด้วยกัน ที่ล้วนแล้วแต่มีค่ายิ่งในวงการวรรณกรรม


Image 
พระโกศทรงฝรั่ง บรรจุพระอัฐิของสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส 
ณ พระตำหนักวาสุกรี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 

เจ้าอาวาสหรืออธิบดีสงฆ์ที่สำคัญๆ อย่าง สมเด็จพระพนรัตน หรือสมเด็จพระวันรัตน ซึ่งเป็นอาจารย์ของสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ก็เป็นผู้ชำระหรือผู้เขียนพระราชพงศาวดาร และส่วนกวีเอกผู้มีผลงานระดับโลกอย่างสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ก็จะมีผลงานหลายชิ้นด้วยกัน ท่านบวชเป็นสามเณรก็ที่วัดนี้ เป็นพระภิกษุก็ที่นี่ ขึ้นเป็นพระราชาคณะ จนกระทั่งเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า และสิ้นพระชนม์ก็ที่นี่ ไม่เคยไปอยู่วัดไหน เพราะฉะนั้นผลงานทั้งหมดของท่านสร้างขึ้นที่นี่ ด้วยพระอัจฉริยภาพและผลงานของพระองค์ที่ทรงสร้างไว้เหล่านี้ ทำให้องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวณฺณรํสี) เป็นผู้มีผลงานดีเด่นระดับโลก เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๓ ซึ่งเป็นวันครบรอบ ๒๐๐ ปี วันประสูติของพระองค์ 

ปัจจุบัน พระตำหนักวาสุกรีซึ่งท่านเคยประทับอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัดโพธิ์ก็ยังคงอยู่ และยังรักษาสภาพไว้อย่างดียิ่ง โดยภายในพระตำหนักจะมีบุษบกซึ่งบรรจุพระอัฐิของสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ไว้ และมีรูปหล่อของพระองค์ รวมทั้งยังมีข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อีกมากมายของพระองค์ที่ทางวัดโพธิ์ได้เก็บรักษาไว้ บริเวณหน้าบุษบกที่บรรจุพระอัฐิไว้นั้นมีกระดานจารึก กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ที่สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงนิพนธ์ไว้ด้วยพระองค์เอง และเชื่อว่าทุกคนคงเคยท่องจำกันมาแล้วเมื่อสมัยเรียนหนังสือ ความว่า 

“พฤกษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง 
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี 
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ 
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา” 

Image 

Image 

Image 
รูปสลักหินฤาษีดัดตน จากเดิม ๘๐ ท่า ปัจจุบันเหลืออยู่ ๒๔ ท่า 

ที่มา : http://www.dhammajak.net/


เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ริเริ่มจัดตั้งแผนงานมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World: MOW) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของโลก ที่เป็นเอกสาร วัตถุที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลาย ทั้งในด้านของวัฒนธรรม และความคิดริเริ่มของมนุษยชาติ หรือข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ โดยได้เชิญชวนให้ประเทศสมาชิกของยูเนสโก จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก เพื่อพิจารณาสำรวจและจดทะเบียนมรดกความทรงจำของชาติ ที่ควรจะได้อนุรักษ์ สืบทอดเรียนรู้ และเผยแพร่ให้กว้างขวางในยุคของเทคโนโลยี ข้อมูลสารสนเทศที่ทันสมัย ซึ่งหากมีมรดกความทรงจำชิ้นใดมีคุณค่าควรแก่การจดทะเบียนในระดับภูมิภาคและระดับโลก ให้ดำเนินการเสนอไปยังยูเนสโกเพื่อพิจารณาตัดสินและประกาศขึ้นทะเบียนในระดับที่เหมาะสมต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นความสำคัญของเอกสารมรดก การอนุรักษ์และเผยแพร่ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นประธาน และคณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์และเผยแพร่ เอกสาร หนังสือ สื่อโสตทัศน์ จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทำหน้าที่พิจารณาสำรวจ และจัดทำทะเบียนมรดกความทรงจำของชาติอนุรักษ์ สืบทอดเรียนรู้ ขึ้นทะเบียนและเผยแพร่สู่สาธารณชน ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบและหน้าที่มาโดยลำดับ และปฏิบัติหน้าที่มาจนถึงปัจจุบัน

คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ได้เสนอเอกสารมรดกของชาติและองค์การยูเนสโกได้พิจารณารับรองให้เอกสารมรดกของไทยขึ้นเป็นเอกสารมรดกความทรงจำของโลกในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในระดับนานาชาติแล้ว จำนวน ๓ รายการ คือ 
1. ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑ ขึ้นทะเบียนในทะเบียนนานาชาติเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ 
2. เอกสาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการบริหารการปกครองประเทศสยาม พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓ ขึ้นทะเบียนในทะเบียนนานาชาติเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ 
3. จารึกวัดโพธิ์ ขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลกในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ และขึ้นทะเบียนในทะเบียนนานาชาติเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔

เส้นทางการเสนอจารึกวัดโพธิ์ขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก

เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ได้จัดสัมมนาเครือข่ายระดับชาติด้านการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาไทยครั้งที่ ๒ เรื่อง “การเสนอจารึกวัดพระเชตุพนฯ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อระดมความรู้ และนำประสบการณ์ที่ได้จากการสัมมนามาพิจารณาคุณสมบัติ ความหมายและและคุณค่าความโดดเด่นของจารึกวัดโพธิ์ โดยการสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม จากการสัมมนาดังกล่าว พบว่าจารึกวัดโพธิ์ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาไทยที่มีความสำคัญเทียบเท่าระดับสากล มีความล้ำค่า ประวัติความเป็นมาและเนื้อหา ในจารึกวัดโพธิ์ บอกเล่าวิชาความรู้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจารึกสรรพวิชา บนแผ่นศิลาเรื่องทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ จารึกสุภาษิตพระร่วง รวมถึงรูปปูนปั้นฤาษีดัดตน แสดงท่าทางการบริหารร่างกาย การนวดแผนโบราณที่รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้น คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกได้ศึกษา ประมวลความสำคัญ ว่าศิลาจารึกวัดโพธิ์มีคุณสมบัติที่สำคัญตามหลักเกณฑ์ที่ยูเนสโก กำหนดคือเป็นของแท้เป็นของจริง เป็นของที่หายาก เป็นของที่มีคุณค่าแก่มวลมนุษยชาติ ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น คณะกรรมการฯจึงได้เสนอจารึกวัดโพธิ์ขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ต่อมาเมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ในการประชุมคณะกรรมการแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก (UNESCO Memory of the World Regional Committee for Asia/ Pacific -MOWCAP) ณ กรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย มีมติรับรองจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำของโลกในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามที่ประเทศไทย โดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกเสนอ เนื่องจากยูเนสโกวิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศิลาจารึกวัดโพธิ์มีความสำคัญ มีผลต่อประเทศต่างๆ ในเอเชีย จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกในระดับภูมิภาค หลังจากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกันถวายประกาศนียบัตรมรดกความทรงจำแห่งโลกให้แก่พระธรรมปัญญาบดี เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึ่งตรงกับวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำโลกพิจารณาเห็นว่าเนื้อหาจารึวัดโพธิ์มีผลต่อมวลมนุษยชาติในวงกว้างจึงได้ดำเนินงานนำเสนอจารึกวัดโพธิ์เป็นเอกสารมรดกความทรงจำโลกในระดับนานาชาติ และเพื่อให้การจัดทำทะเบียนการอนุรักษ์และเผยแพร่จารึกวัดโพธิ์เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ยูเนสโกกำหนด กระทรวงศึกษาธิการ จึงจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการอนุรักษ์และเผยแพร่จารึกวัดโพธิ์ขึ้นในปี ๒๕๕๒ โดยมี ม.ร.ว.รุจยา อาภากร เป็นประธาน คณะอนุกรรมการฯได้ดำเนินงานและจัดประชุมเป็นประจำทุกเดือน เพื่อระดมความคิดเห็นและจัดทำแผนการอนุรักษ์จารึกวัดโพธิ์ โดยกำหนดหัวข้อหลัก ๔ หัวข้อ คือ การจัดทำทะเบียน การบันทึกข้อมูลในรูปแบบดิจิตัล การอนุรักษ์จารึก และการเผยแพร่ข้อมูล คุณค่า ความสำคัญของจารึกฯ ทั้งนี้ นักภาษาโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ นำโดย นางสาวก่องแก้ว วีรประจักษ์ อดีตผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้สำรวจ จัดทำตำแหน่งจารึก และถ่ายภาพ เพื่อจัดทำทะเบียนใหม่แล้วพบว่า มีจารึกในเขตสังฆาวาสของวัดจำนวน๑,๔๔๐ แผ่น และได้ดำเนินการกรอกแบบฟอร์มทะเบียนข้อมูลจารึกตามที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติจัดทำแบบฟอร์มทะเบียนตามมาตรฐานสากล

จารึกวัดโพธิ์มีความเป็นสากล 

          ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกในระดับนานาชาติ โดยเห็นว่าวิชาความรู้ทั้งหมดในจารึกวัดโพธิ์ จำนวน ๑,๔๔๐ ชิ้น มีลักษณะเป็นสากล มีคุณค่าเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่อาจทดแทนได้ หากสูญหายหรือเสื่อมสภาพนับเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ หาเอกสารอื่นใดมาเปรียบเทียบไม่ได้ ด้านความเป็นของแท้ ไม่ใช่สำเนาลอกเลียนหรือของปลอม และ เป็นเอกสารที่ผลิตขึ้นในช่วงเวลาสำคัญในอดีต และมีความสำคัญต่อเนื่องยั่งยืนตลอดไป ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม แบ่งเนื้อหาเป็นหมวดที่มีสรรพวิชาหลากหลาย ไม่ใช่ความรู้เฉพาะในประเทศไทย เช่น เรื่องพระพุทธศาสนา เรื่องวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลาจารึกเรื่องฤาษีดัดตนเป็นสากลมาก วงการแพทย์หลายประเทศขณะนี้กำลังมองย้อนไปว่า ความรู้ที่บรรพบุรุษให้ไว้น่าจะมีประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจจะนำกลับไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตมวลมนุษย์ และตำราฤาษีดัดตนมีมาตั้งแต่ก่อนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมความรู้แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยานำจารึกไว้เพราะทรงเกรงว่าจะสูญหาย และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมองค์ความรู้และสรรพวิทยาการต่างๆ ของไทยนำมาจารึกไว้ในศิลาจารึกและประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ เป็นศูนย์กลางการศึกษาของไทย ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและห้องสมุดรวมความรู้หลายสาขาวิชาแห่งแรกของไทยและเป็นที่ชุมนุมนักปราชญ์แลกเปลี่ยนความรู้จนถึงทุกวันนี้

จารึกวัดโพธิ์มีความสำคัญตรงตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานของแผนมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) หลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ 
1. ความโดดเด่นระดับโลก ด้านการรวบรวมข้อมูล เนื้อหา และการนำเสนอต่อประชาชน มีความรู้ไทยและเอเชียหลากหลายสรรพวิชา เช่นพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การบริหารการปกครอง ขนบธรรมเนียมประเพณีการแพทย์ 
2. ความพิเศษจำเพาะ คือตำราแพทย์ ตำรายา ฤาษีดัดตน รวมทั้งการนวดแผนวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับศึกษาและปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในโลกสมัยใหม่ 
3. ความหายากอย่างยิ่ง เป็นของแท้ไม่อาจหามาทดแทนได้หากสูญหาย เช่น หลักฐานทางประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของสังคมไทยเช่นตำราต่างๆ รูปหล่อบุคคลต่างภาษา ๓๒ รูปและคำอธิบาย แสดงโลกทัศน์กว้างไกลของคนไทยในเวลานั้น 
4. ความเป็นสากล เช่น จารึกเกี่ยวกับรามเกียรติ์ หรือรามายณะ และเรื่องนิทานสิบสองเหลี่ยมหรือชาห์นามห์ วรรณกรรมคำสอนระดับโลก 
5. ความสำคัญด้านเวลา เช่น ความรู้ที่ปรากฏบนจารึกวัดโพธิ์คือองค์ความรู้ของโลกตะวันออกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้รวบรวม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้จารึกไว้ในเวลาที่มีภัยคุกคามทุกด้านจากโลกตะวันตก 
6. ความสำคัญด้านสถานที่ วัดโพธิ์คือมหาวิทยาลัยและหอสมุดทีทันสมัยแห่งแรก เป็นอารามหลวงที่กว้างขวางใหญ่โตที่สุดในกรุงเทพมหานครและประเทศไทย สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา พรั่งพร้อมด้วยรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมตามจารีตประเพณีของไทย มีนักท่องเทียวและพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกจำนวนมากมาเยี่ยมชมและกราบไหว้บูชา 
7. ความสำคัญด้านบุคคล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานครและพระราชวงศ์จักรีที่เจริญรุ่งเรืองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 
8. เนื้อหาและโครงเรื่อง เป็นองค์ความรู้ของโลกตะวันออก รวบรวมความรู้หลากหลาย 
9. รูปแบบและลักษณะการเขียน เขียนและจารึกเป็นร้อยกรองและร้อยแก้ว ภาษาไทย บาลี สันสกฤต เขมร ฯลฯ ทั้งแบบพรรณา ตำรา คำสอน สุภาษิต 
10. มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และจิตรวิญญาณ ของคนไทยเป็นอย่างมาก ตลอดทั้งด้านสุขภาพอนามัยของคนทั่วโลก

การจัดงานฉลองจารึกวัดโพธิ์ มรดกความทรงจำแห่งโลก ๒๕๕๔ 

          ในโอกาสที่จารึกวัดโพธิ์ ได้ขึ้นทะเบียนนานาชาติของยูเนสโกเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม มูลนิธิ “ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิสิริวัฒนภักดี รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน จึงได้กำหนดจัดงาน “ฉลองจารึกวัดโพธิ์มรดกความทรงจำแห่งโลก ๒๕๕๔” ในระหว่างวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ – ๒ มกราคม ๒๕๕๕ โดยวันเสาร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ ทรงสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในการฉลองจารึกวัดโพธิ์: มรดกความทรงจำแห่งโลก พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

          งานฉลองครั้งนี้ จะเป็นงานย้อนยุคในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เน้นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับจารึกวัดโพธิ์ ภูมิปัญญา และสรรพศาสตร์ของไทย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชมพิธีสมโภชย้อนอดีตสู่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งพิธีหลวง พิธีราษฎร์ ในการเฉลิมฉลองเต็มรูปแบบ โดยกิจกรรมจะประกอบด้วย พิธีกรรรมทางศาสนา อาทิ เทศมหาชาติ ทำบุญด้วยเครื่องบูชา ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ฯลฯ การประชุมสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และเผยแพร่จารึกวัดโพธิ์ การจัดนิทรรศการทางวิชาการ พระมหากษัตริย์ไทยกับวัดโพธิ์ ร.1.-ร.9 จารึกวัดโพธิ์ Memory of the world ภาพเก่าเล่าเรื่องวัดโพธิ์ สื่อผสมเรื่องราวความเป็นมาของวัดโพธิ์ ความรู้ประกอบบันเทิงจากจารึก เช่น เรื่องโคลงภาพคน 12 ภาษาจักรทีรปนี โหราศาสตร์ (ตึกฝรั่ง) หัตถศาสตร์วัดโพธิ์ จำลองวิถีชีวิตยุค ต้นกรุง การแสดงในสมัยโบราณ มหรสพและการละเล่นตามจารึกงานฉลองวัด ครั้งรัชกาลที่ ๑ อาทิ โขนอุโมงค์ ตอน นางลอย ตอน ศึกนาคบาศ- ตอนปล่อยม้าอุปการ/ตอน ลักสีดา ฯลฯ ชมการแสดงที่ฟื้นฟูใหม่ จากยุคต้นกรุง อาทิ การไต่ลวด รำแพน ญวณหก ละครในโดยหญิง และการแสดงพื้นบ้าน ระบำแมซื้อ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว/ เพลงปรบไก่ เพลงเรือ เพลงพวงมาลัย ระบำชาวไร่ รำเบิกโรงประเลง ฯลฯ การแสดงละครในเรื่องรามเกียรติ์ ละครรำเรื่อง ตำนานสงกรานต์ตามจารึกวัดโพธิ์ การละเล่นของหลวง ระเบง โมงคลุ่ม กุลาตีไม้ แทงวิสัย ฯลฯ การจัดขบวนแห่พุ่มเทียน การสาธิตการนวดของวัดโพธิ์ และตลาดโบราณย้อนยุคสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นต้น และร่วมตามประทีปบูชาตามแบบแผนยุคต้นกรุงรายรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 แห่ง ให้มะลังมะเลืองทั่ววัด และร่วมสร้างบุญรับศิริมงคลฉลองปีใหม่ ในการฟังธรรมกัณฑ์เทศน์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส และการสวดเจริญพระพุทธมนต์ทุกวัน โดยเฉพาะคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ นพเคราะห์ พระสงฆ์ 185 รูปสาดธัมมจักกัปปวัฒนสูตร และสวดเจริญชัยมงคลคาถาในเวลา 24.00 น.

          
นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดงานฯ ยังได้จัดสร้าง “ผ้ากราบ” ขึ้นตามแบบโบราณที่ทำขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เป็นที่ระลึกเนื่องในการเฉลิมฉลองครั้งนี้ นับเป็นการฟื้นฟูประเพณีการสร้างผ้ากราบที่ระลึกหลังจากที่มิได้มีการทำถวายแด่พระสงฆ์มาเป็นเวลาร่วม ๑๐๐ 
 

 



     

ที่มา : http://www.jarukwatpho.com

 




โครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
โครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน

ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดพระเชตุพน รับสมัครนักเรีใหม่
เปิดรับสมัครนักเรียนและสาธุชนที่สนใจในวิชาการพระพุทธศาสนาเพื่อนำไปใช้ในชีวิทประจำวัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต

‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ สิ่งใหม่ของไทย
“วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิ

แนะนำหนังสือออกใหม่...
หนังสือสถาปัตย์วัดโพธิ์...เป็นหนังสือแนวความคิดและการออกแบบสถาปัตยกรรมของวัดโพธิ์...จัดพิมพ์เนื่องในงาน

หน้า  1 1| 2 | 3 | 4 | ต่อไป


 
      หน้าแรก
      ประวัติ
        โครงสร้างการบริหารวัดพระเชตุพน
        ระเบียบวัดพระเชตุพน
        เกร็ดประวัติวัดโพธิ์
        อดีตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน
        เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
        ชมรมศิษย์วัดพระเชตุพน
        การเดินทางมาวัดโพธิ์
        หนังสือวัดโพธิ์
      สถานที่น่าสนใจ
        พระอุโบสถ
        พระมหาสถูปและกำแพงแก้ว
        พระระเบียงและพระวิหารคด
        พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล
        เขามอและเขาฤาษีดัดตน
        ศาลาราย
        โบราณวัตถุ
        พระวิหารพระพุทธไสยาส
        พระมณฑป
        ศาลาการเปรียญ
        โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ
        ตุ๊กตาจีน
        ตำหนักวาสุกรี
        หอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต.
        ชุมชนข้างวัดโพธิ์
      ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ
        พระพุทธเทวปฏิมากร
        พระพุทธโลกนาถ
        พระพุทธมารวิชัย
        พระพุทธชินราช
        พระพุทธปาลิไลย
        พระพุทธศาสดา
        พระพุทธไสยาส
        วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
      ศิลาจารึก
        จารึกวัดพระเชตุพน
        สุภาษิตพระร่วง
        โคลงโลกนิติ
        ฉันท์กฤษณาสอนน้อง
        ตำราแพทย์แผนโบราณ
        รามเกียรติ์
      แพทย์แผนไทย
        โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์
        การนวดตามท่าฤษีดัดตน
        รายละเอียดหลักสูตร
      กระทู้วัดโพธิ์
      สถานศึกษาในวัด
        ร.ร.พระปริยัติธรรม
        แผนกทัศนะศึกษา
        ร.ร.บาลีสาธิตศึกษา
        ศพอ. วัดพระเชตุพน
        ร.ร.ปถมศึกษาวัดพระเชตุพน
      หนังสือวัดโพธิ์
        หนังสือวิหารพระนอนวัดโพธิ์
        หนังสือตุ๊กตาศิลาจีน
        หนังสือเครื่องถ้วยวัดโพธิ์
        หนังสือโบสถ์วัดโพธิ์
        หนังสือประชุมจารึก
      อัลบัมภาพ
      รวมลิงค์
 
ไทย อังกฤษ
 
หน้าหลัก สมุดเยี่ยมชม กระดานสนทนา ข่าวประชาสัมพันธ์ ห้องสนทนา อัลบัมภาพ คำถามที่พบบ่อย ติดต่อเรา  
 
   
Copy Rights © 2007 The Royal Institute, All Rights Reserved. Online : 39
 
Developed & Designed by Net-Com Counter : 00720