 |
 |
 | พระพุทธมารวิชัย
พระพุทธมารวิชัย อภัยปรปักษ อัครพฤกษโพธิภิรมย อภิสัมพุทธบพิตร
หน้าตัก ๓ ศอกคืบ
พระประธานในพระวิหารทิศตะวันออกมุขหน้า |
พระพุทธมารวิชัยฯ พระองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปโบราณ และปรากฏในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ ว่า เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยนาก เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดเขาอินทร์เมืองสวรรคโลก ชำรุดหาพระกรมิได้ กล่าวไว้เพียงเท่านี้ และหาได้กล่าวถึงว่าใครเป็นผู้สร้างและได้สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ ในข้อนี้ใคร่จะลองสันนิษฐานดูสักหน่อย แต่จะต้องกล่าวถึงตำนานของเมืองสวรรคโลกแซกลงในที่นี้ด้วย เพื่อจะได้ประกอบความสันนิษฐานเป็นลำดับๆ ดังต่อไปนี้
เมืองสวรรคโลกเป็นเมืองโบราณ ตั้งแต่พวกล่ะว้ายังเป็นใหญ่ เดิมเรียกชื่อว่า เมืองชะเลียง และตัวเมืองชะเลียงตามที่สันนิษฐานกันในชั้นหลังนี้ว่า ตั้งอยู่ที่ตำบลวัดมหาธาตุซึ่งราษฎรเรียกว่าวัดน้อย ครั้นต่อมาพวกขอมได้แผ่อำนาจขึ้นไปจนถึงได้ปกครองเมืองชะเลียง ครั้นถึงประมาณในราว พ.ศ.๑๗๐๐ พวกไทยได้ลงมาตั้งเป็นอิศรมีอำนาจอยู่ที่เมืองเชียงแสน ฝ่ายขอมเกรงว่าไทยจะแผ่อำนาจลงมาข้างใต้ จึงพร้อมกันยกบาธรรมราชขึ้นเป็นหัวหน้าให้จัดการบ้านเมือง เมื่อไทยแผ่อำนาจลงมาจริงพวกขอมก็สู้ไทยไม่ได้ ไทยจึงได้เมืองชะเลียงตั้งเป็นที่มั่นก่อน ครั้นต่อมาไทยจึงได้สร้างเมืองขึ้นใหม่อีกเมืองหนึ่งทางทิศตะวันตก เมืองชะเลียงนั้นสร้างให้เป็นเมืองมีป้อมปราการมั่นคงเรียกชื่อว่า เมืองศรีสชนาไลย เป็นราชธานีของไทยขึ้นในแดนสยามเป็นปฐม ไทยจึงตั้งหน้าทำสงครามกับพวกของเมืองสุโขทัยต่อมา จนถึงราว พ.ศ.๑๘๐๐ ไทยจึงได้เมืองสุโขทัยจากพวกขอม พระเจ้าศรีอินทราทิตย์ซึ่งเรียกกันว่า พระร่วง จึงได้มาเสวยราชย์อยู่ ณ เมืองสุโขทัย นับเป็นรัชชกาลที่ ๑ ในราชวงศ์พระร่วง ส่วนเมืองศรีสัชนาไลยนั้นยังคงเป็นราชธานีคู่กันกับเมืองสุโขทัยตลอดมา จนถึงรัชชกาลที่ ๓ และต่อมาเมื่อพระเจ้าเลือไทยเสวยราชย์อยู่ ณ เมืองสุโขทัยเป็นรัชชกาลที่ ๔ นั้น จึงให้พระเจ้าลิไทยพระราชโอรสเป็นพระมหาอุปราชไปครองเมืองศรีสัชนาไลย ดังปรากฏในศิลาจารึกครั้งรัชชกาลพระเจ้าลิไทยนั้นว่า เมื่อครั้งมหาศักราช ๑๒๖๙ (พ.ศ.๑๙๐๐) ศกกุน พระมหาธรรมราชาลิไทย เป็นพระมหาอุปราชอยู่ ณ เมืองศรีสัชนาไลย ดังนี้
ส่วนพระพุทธมารวิชัยฯ พระองค์นี้ ซึ่งปรากฏว่าหล่อด้วยนากทั้งพระองค์ จึงเห็นว่า เกินกำลังที่ราษฎรพลเมืองจะสร้างได้ นอกจากเจ้านายผู้ครองนครเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงน่าจะสันนิษฐานว่า เป็นพระพุทธรูปซึ่งพระเจ้าลิไทยได้สร้างขึ้น ในสมัยเมื่อยังเป็นตำแหน่งพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาไลยนั้น ทั้งได้ปรากฎว่าพระเจ้าลิไทยนั้นทรงพระศรัทธากล้าหาญและรอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกอย่างยอดเยี่ยมในสมัยนั้น และเมื่อได้เสวยราชย์ครองกรุงสุโขทัยแล้ว ยังทรงสร้างพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และพระศรีอาริย์เป็นต้น และยังได้ทรงบำเพ็ญกุศลอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก จนได้พระนามปรากฏว่า พระเจ้าธรรมราชา ครั้นต่อมากรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงจนถึงเป็นเมืองประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๑ ส่วนเมืองศรีสัชนาไลยซึ่งเคยเป็นราชธานีมีเจ้านายปกครองมาแต่เดิมนั้น คงเป็นแต่เมืองมีเจ้าเมืองปกครองเท่านั้น ถึงเช่นนั้นก็ยังถือว่าเมือง ศรีสัชนาไลยเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง เพราะเป็นเมืองหน้าด่านต่อแดนประเทศลานนาเชียงใหม่ ซึ่งยังเป็นอิศรอยู่ในสมัยนั้นแต่ที่เรียกชื่อว่าเมืองสวรรคโลกนั้น จะได้บัญญัติในยุคใดหาทราบไม่ และชื่อนี้แรกปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ว่า ทรงตั้งนักพระสุทันบุตรพระเจ้ากรุงกัมพูชา ซึ่งเป็นพระราชบุตรบุญธรรมขึ้นไปครองเมืองสวรรคโลก ดังนี้ เมืองสวรรคโลกนั้น นับตั้งแต่เป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาแล้วมายังต้องระส่ำระสายหลายครั้งหลายหนดังนี้ คือ เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระยายุทธิศฐรเจ้าเมืองเอาใจออกห่างไปเข้ากับพระเจ้าติโลกราชเจ้านครเชียงใหม่ ได้นำกองทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๔ จนถึงกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต้องเสด็จขึ้นไปประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก และการสงครามระหว่างสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับพระเจ้าติโลกราชนั้น ได้ติดพันกันมาช้านานจนถึง พ.ศ. ๒๐๑๘ พระเจ้าติโลกราชจึงได้ขอเป็นไมตรี ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ คราวพระเจ้าหงษาวดียกกองทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๖ ก็เดินกองทัพมาทางเมืองสวรรคโลก ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิศรภาพ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๗ นั้นพระยาสวรรคโลกเข้าใจว่า สมเด็จพระนเรศวรจะสู้พระเจ้าหงษาวดีไม่ได้ จึงตั้งแขงเมืองอยู่ สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องเสด็จไปตีเมืองสวรรคโลก
และเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทำสงครามกับพระเจ้าหงษาวดีต่อมาในครั้งนั้น ทรงเห็นว่ากำลังไทยในหัวเมืองฝ่ายเหนือไม่พอที่จะตั้งต่อสู้ฆ่าศึกได้ จึงให้กวาดผู้คนในหัวเมืองฝ่ายเหนือลงมาตั้งต่อสู้ฆ่าศึกที่พระนครศรีอยุธยาแห่งเดียว เมืองสวรรคโลกจึงเป็นเมืองร้างอยู่ถึง ๘ ปี จนสมเด็จพระนเรศวรมีชัยชนะสงครามชนช้างกับพระมหาอุปราชแล้ว จึงได้กลับตั้งเมืองสวรรคโลกขึ้นอีก แต่นั้นมาเมืองสวรรคโลกยังคงนับว่าเป็นเมืองโท มิได้เป็นเมืองสำคัญดุจกาลก่อน มาถึงครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งหลังนั้น เนเมียวสีหบดีแม่ทัพทางเหนือยกลงมาทางเมืองสวรรคโลก เมืองสวรรคโลกก็ไม่มีกำลังที่จะต่อสู้ฆ่าศึกได้ เจ้าเมืองกรมการอพยพผู้คนพลเมืองหนีเข้าป่าไปหมด
ต่อมาเมื่อครั้งกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีมีชัยชนะพระฝาง ได้หัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นอาณาเขตหมดแล้ว จึงตั้งเมืองสวรรคโลกขึ้นอีก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๓ และในปีนั้นเองโปมะยุง่วนให้กองทัพเมืองเชียงใหม่ยกลงมาตีเมืองสวรรคโลก แต่ครั้งนี้กองทัพเมืองเชียงใหม่ตีเมืองสวรรคโลกไม่ได้ ครั้งอะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพมา เมื่อ พ.ศ ๒๓๑๘ เจ้าเมืองกรมการเมืองสวรรคโลกก็ต้องอพยพผู้คนพลเมืองหนีเข้าป่าไปอีก ครั้งถึงรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทรฯเมื่อไทยมีชัยชนะแก่พม่าแล้ว พระบาทสมเด็จฯพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดฯ ให้ตั้งเมืองสวรรคโลกขึ้นอีก แต่บ้านเมืองถูกฆ่าศึกศัตรูย่ำยีมาหลายครั้งหลายหน จนผู้คนพลเมืองร่อยหลอไม่พอที่จะรักษาตัวเมืองได้ จึงโปรดฯ ให้ตั้งที่ว่าการเมืองขึ้นใหม่ที่ตำบลบ้านวังไม้ขอน เรียกชื่อว่า เมืองสวรรคโลก จนบัดนี้ ก็เมื่อบ้านเมืองต้องระส่ำระสายหลายครั้งหลายหนดังกล่าวมาแล้วข้างต้นฉะนี้ ส่วนเจดีย์สถานต่างๆ ในทางพระศาสนานั้นไม่ต้องสงสัยว่า จะต้องชำรุดทรุดโทรมลงสักเพียงใด เพราะฉะนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนาวัดพระเชตุพนฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๒ นั้นได้โปรดฯ ให้เชิญพระพุทธมารวิชัยฯ ลงมาจากวัดเขาอินทร์เมืองสวรรคโลกครั้งนั้น จึงปรากฏว่าชำรุดจนถึงกับหาพระกรมิได้ และเมื่อทรงปฏิสังขรณ์สำเร็จแล้ว จึงทรงบรรจุพระบรมธาตุแล้วเชิญประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารทิศตะวันออกมุขหน้า ถวายพระนามว่า พระเจ้าตรัสในควงไม้พระมหาโพธิ์ ครั้งถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายพระนามใหม่ว่า พระพุทธมารวิชัย อภัยปรปักษ อัครพฤกษโพธิภิรมย อภิสมพุทธบพิตร ดังนี้ และโปรดฯ ให้จารึกพระนามลงในแผ่นศิลาประดับฐานไว้ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้
|
|
|
|
|
|
|
|